สยามเมืองยิ้ม เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยปรากฏชนชาติต่างๆตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศไทย อาทิ ชาวพม่า ชาวไทย ชาวลาว ชาวชวา ชาวมลายู หรือชาวกระเหรี่ยง และชนชาติอื่นๆอีก ซึ่งความหลากหลายของชาติพันธุ์ดังกล่าวนี้นำมาซึ่งความแตกต่างของ วิถีชีวิต ภาษา และวัฒนธรรมที่ปะปนอยู่ในสังคมไทยมาอย่างช้านาน “กะเหรี่ยง” เป็นชนชาติเก่าแก่ชาติหนึ่ง ที่มีความเป็นมายาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปรากฏการตั้งถิ่นฐานอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย เป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรมและภาษาเฉพาะของตนเองและมักถูกเรียกว่า “ชาวไทยภูเขา” เพราะว่าโดยทั่วไปชาวกระเหรี่ยงนิยมตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เขตภูเขาสูงที่มีความอุดมสมบูรณ์
กำเนิดระบำอัปสรา (Apsara Dance)
“ชนชาติขอม” เป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานได้ทิ้งร่องรอยทางโบราณสถานไว้ทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นพบประเทศไทยมีปราสาทขอมในที่ราบสูงอีสานทั้งสิ้น 155 แห่ง จังหวัดที่พบร่องรอยมากที่สุดคือ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 50 แห่ง การก่อสร้างปราสาทขอม สร้างขึ้นตามคติความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่าเทพเจ้าทั้งหลายสถิตอยู่ ณ เขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของจักรวาล การสร้างปราสาทจึงเปรียบเสมือนการจำลองเขาพระสุเมรุมายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ดังนั้นบริเวณภายในและภายนอกปราสาทจะปรากฏสัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงถึงเทพเจ้า “นางอัปสรา” ถือเป็นเทวรูปสำคัญที่ปรากฏอยู่ตามส่วนต่างๆ ของปราสาทขอม นางอัปสราคือใคร ?
ฟ้อนรำตังหวาย : ศิลปะแขนงนาฏศิลป์ไทยคู่อีสาน
นาฏศิลป์และนาฎยศิลป์เป็นศิลปะการฟ้อนรำ แขนงหนึ่งที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งมีลักษณะสำคัญที่แตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ถิ่นที่อยู่อาศัย และการประกอบอาชีพต่างๆ ภาคอีสานหรือตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย วิถีชีวิตของคนในพื้นที่นี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เกิดความเชื่อเรื่องเทพเจ้า บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา โดยเริ่มจากวิงวอนอธิษฐาน ด้วยการเล่นเครื่องดนตรี การร้องและการรำเพื่อให้เทพเจ้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุด ภาพที่ 1 ฟ้อนรำตังหวาย ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=xOgXEccL3sw
เยาวราช : ถิ่นย่านการค้าชุมชนชาวจีน
ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “ชนชาติจีน” กลุ่มคนสำคัญที่มีบทบาทในสังคมไทย ขึ้นชื่อในเรื่องการค้าขายได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยอยุธยาได้นำวัฒนธรรม รูปแบบการใช้ชีวิต การกิน และเทศกาลต่างๆเข้ามาในดินแดนประเทศไทย ประวัติย่านไชน่าทาวน์เยาวราช ภาพที่ ๑ ไชน่าทาวน์เยาวราช ที่มา: http://www.bangkok.com/chinatown/ หากกล่าวถึง
“สังขละบุรี” : วิถีชีวิตชาวมอญลุ่มแม่น้ำซองกาเลีย
ช่วงปลายฝนต้นหนาวกำลังมาถึง เหล่านักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกำลังวางแพลนในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น เห็นได้จากโลกออนไลน์จากเพจแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้กดไลค์และให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งได้รับการกล่าวขานในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และความน่ารักของชาวบ้านไทย-มอญที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน ภาพที่ 1 อำเภอสังขละบุรี ที่มา: https://pantip.com/topic/34907371 ประวัติอำเภอสังขละบุรี สังขละบุรี
ลายไทย : พุ่มข้าวบิณฑ์
ลายไทย เป็นแขนงหนึ่งของวิชาศิลปะซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ลวดลายต่างๆที่ถูกรังสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่ตั้งตระหง่านอยู่ในแต่ละภูมิภาคของไทย ซึ่งลวดลายต่างๆ จะให้ความรู้สึกอ่อนช้อย งดงาม นุ่มนวล เป็นลักษณะนิสัยของคนไทย จึงมีการสืบสานและวางแผนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “ลาย” ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายว่า รูปแบบทางทัศนศิลป์ประเภทหนึ่ง ประกอบขึ้นด้วยเส้นเป็นสำคัญ ลักษณะเป็นแบบซ้ำๆ เป็นหมู่ๆ หรือต่อเนื่องกันไป มีทั้งลายแบบธรรมชาติและลายแบบประดิษฐ์ใช้เขียน ปั้น หรือแกะสลัก จึงแบ่งความหมายของลายไทยตามลักษณะวิธีการสร้างสรรค์ได้ 3 รูปแบบ 1. ลายไทยในเชิงจิตรกรรม หมายถึง ลักษณะของลายที่เขียนลงไปบนพื้นเรียบๆ เป็นการเขียนลวดลายที่มีลักษณะ 2 มิติ
เครื่องปั้นดินเผา จากอดีตสู่ปัจจุบัน
มนุษย์คือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ “เครื่องปั้นดินเผา” เป็นหนึ่งในการประดิษฐ์ศิลปะในรูปแบบของ ดินเผาที่มีอายุนานกว่า 10,000 ปี ผ่านกระบวนการทางความคิด การสังเกต และรวบรวมเอาประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์มาถ่ายทอดเป็นชิ้นงาน ที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยหรือเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต ซึ่งลวดลาย รูปทรง และสีสัน ของชิ้นงานเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิศาสตร์ ความเชื่อ ศาสนาและประเพณีตามถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของเครื่องปั้นดินเผา หมายถึง วัตถุประดิษฐ์เพื่อใช้เป็นเครื่องใช้ ทำมาจากอนินทรียสารอโลหะ คือแร่ธาตุและหินเป็นหลัก โดยผ่านกรรมวิธีการเผา เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า “เซรามิค” จะให้ความหมายที่กว้างและคลอบคลุมถึงโลหะเคลือบ เช่น ช้อน สังกะสี อิฐ
“ผ้าไหมแพรวา” ราชินีแห่งไหม ชาวภูไทกาฬสินธุ์
เมื่อกล่าวถึง “ผ้าไหมแพรวา” ศิลปหัตถกรรมของชาวผู้ไทที่ได้รับสมญาณนามว่า “ราชินีแห่งผ้าไหม” ของดีประจำจังหวัด กาฬสินธุ์ สิ่งทอมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของชาวภูไทที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศและก้าวสู่เวทีระดับโลก แต่เดิมผ้าไหมแพรวามาพร้อมกับวัฒนธรรมของชาวภูไท ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณ แคว้นสิบสองจุไทย ได้อพยพย้ายถิ่นฐานผ่าน เวียดนาม ลาวและข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบเทือกเขาภูพานทางภาคอีสานของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร โดยชาวภูไทยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของตนและได้รับการพัฒนาจากคนรุ่นหลังอย่างต่อเนื่องผ้าแพรวาจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของชาวภูไท ภาพที่ 1 สืบทอดความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของชาวผู้ไท ที่มา: โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕๓
การแต่งกายในสมัยรัตนโกสินทร์ : ตอนที่ 2 รัชกาลที่ 6 – 9
ในช่วงรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชกาลที่ 1-3 เป็นยุคที่ลักษณะการแต่งกายยังคงรูปแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยา จนเมื่อเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระประสงค์ในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยตามแบบของชาวตะวันตก เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกดูถูกจากต่างชาติ จวบจบสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ทรงดำเนินตามแนวของรัชกาลที่ 4 ในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในหลายๆ ด้านดังเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป และในด้านการแต่งกายนั้นมีการผสมผสานวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวตะวันตกเข้ากับวัฒนธรรมของไทยทำให้เกิดลักษณะการแต่งกายที่งดงามซึ่งหาชาติใดเสมอเหมือนได้ยากนัก สำหรับรูปแบบการแต่งกายใน รัชสมัยรัชกาลที่ 6 ถึง รัชกาลที่ 9 ก็ยังคงลักษณะการแต่งกายที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น โดยมีวิวัฒนาการการแต่งกายตามยุคสมัยรัชกาลต่างๆ ดังนี้ สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 – 2468)
หลวงพระบางเมืองมรดกโลก: ช้างสัญลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์สู่สินค้าหัตถกรรม
อาณาจักรล้านช้าง ในตำนานของขุนบรมมีคำว่าช้างปรากฏตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 หรือประมาณปี พ.ศ.2063 ต่อมาก็ได้พบกับคำว่า ล้านช้าง ตามพงศาวดารฉบับต่าง ๆ เช่น ฉบับแรก พบปรากฏอยู่กับศิลาจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหา ประมาณ พ.ศ. 2016 จารึกด้วยอักษรธรรมปรากฏคำว่า ศรีสัตนาคนหุตมหานครราชธานี คำว่า สตะนาคนะหุต แปลว่า ร้อย นาคะแปลว่าช้าง และนะหุตแปลว่า หมื่น เมื่อรวมกันแล้วจะได้คำว่า ช้างล้านตัว หรือล้านช้าง (ปิยฉัตร์ สินธุสะอาด, 2540)