“สังขละบุรี” : วิถีชีวิตชาวมอญลุ่มแม่น้ำซองกาเลีย

          ช่วงปลายฝนต้นหนาวกำลังมาถึง เหล่านักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกำลังวางแพลนในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อไปสัมผัสอากาศที่หนาวเย็น เห็นได้จากโลกออนไลน์จากเพจแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้กดไลค์และให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งได้รับการกล่าวขานในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และความน่ารักของชาวบ้านไทย-มอญที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน           ภาพที่ 1  อำเภอสังขละบุรี ที่มา: https://pantip.com/topic/34907371 ประวัติอำเภอสังขละบุรี           สังขละบุรี

การแต่งกายในสมัยรัตนโกสินทร์ : ตอนที่ 2 รัชกาลที่ 6 – 9

ในช่วงรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ช่วงรัชกาลที่ 1-3 เป็นยุคที่ลักษณะการแต่งกายยังคงรูปแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยา  จนเมื่อเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระประสงค์ในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยตามแบบของชาวตะวันตก  เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกดูถูกจากต่างชาติ  จวบจบสมัยรัชกาลที่ 5  ก็ทรงดำเนินตามแนวของรัชกาลที่ 4  ในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในหลายๆ ด้านดังเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป  และในด้านการแต่งกายนั้นมีการผสมผสานวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวตะวันตกเข้ากับวัฒนธรรมของไทยทำให้เกิดลักษณะการแต่งกายที่งดงามซึ่งหาชาติใดเสมอเหมือนได้ยากนัก   สำหรับรูปแบบการแต่งกายใน รัชสมัยรัชกาลที่ 6 ถึง รัชกาลที่ 9  ก็ยังคงลักษณะการแต่งกายที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น  โดยมีวิวัฒนาการการแต่งกายตามยุคสมัยรัชกาลต่างๆ ดังนี้ สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 – 2468)

ไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรี

โดย  นางสาวเพ็ชรดา  เพ็ชรรัตน์    ศูนย์วิทยพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  เพชรบุรี  1. ประวัติไทยทรงดำ ไทยดำหรือ “ลาวโซ่ง” ซึ่งความเป็นจริงคนกลุ่มนี้มิใช่คนลาวจากประเทศลาว แต่เป็นไทยดำจากเมืองเคียนเบียนฟู (เมืองแถง) ในประเทศเวียดนามที่ถูกเรียกว่าลาวเพราะอพยพผ่านประเทศมาพร้อมกับคนลาวในเวียงจันทร์ และลาวเมืองพวน อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เป็นเมือง 3 ลาว คือ ลาวเวียง (ต.สระพัง) ลาวพวน(ต.หนองปลาไหล) แต่ส่วนใหญ่เป็นลาวโซ่ง 80 % คำว่า “โซ่ง”

การแต่งกายในสมัยรัตนโกสินทร์ : ตอนที่ 1 รัชกาลที่ 1 – 5

เมื่อครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีในปี พ.ศ. 2325  ศิลปะ  วัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามต่างๆ ถูกสืบทอดมาจากสมัยอยุธยาแทบทั้งสิ้น  รวมถึงลักษณะการแต่งกายด้วยเช่นกัน  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงใช้รูปแบบและลักษณะการแต่งกายเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา  ต่อมาภายหลังเมื่อความเจริญของชาวตะวันตกได้แพร่ขยายอิทธิพลเข้ามาจึงเริ่มมีการดัดแปลงลักษณะการแต่งกายของชาวตะวันตกผสมผสานกับการแต่งกายแบบดั้งเดิมเพื่อให้มีความเป็นสากลมากขึ้น  ผนวกกับการปรับปรุงประเทศของกษัตริย์ไทยในสมัยนั้นที่ต้องการให้ประเทศมีความก้าวหน้าทันสมัยและก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก ตั้งแต่สมัยอยุธยาจวบจนกรุงรัตนโกสินทร์ลักษณะการแต่งกายไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการนุ่งหรือประเภทของผ้าที่นุ่งจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานภาพของผู้สวมใส่ว่าเป็นขุนนาง  เป็นชนชั้นสูง  หรือเป็นชาวบ้าน  โดยการแต่งกายในแต่ละยุคแต่ละช่วงของกรุงรัตนโกสินทร์  สามารถจำแนกตามยุคสมัยรัชกาลได้ดังนี้ สมัยรัชกาลที่ 1 – 3  พ.ศ. 2535 – 2394 ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงแต่งกายตามรูปแบบดั้งเดิมตามสมัยอยุธยา  ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมดังนั้นลักษณะการแต่งกายจึงต้องมีความทะมัดทะแมง  โดยผู้ชายจะนุ่งโจงกระเบนถกสั้นเหนือเข่า  ไม่สวมเสื้อ  ไม่สวมรองเท้า  หากอยู่บ้านจะนุ่งผ้าลอยชายหรือนุ่งโสร่ง